ความเป็นมาของ โลงศพ

หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่พบ การใช้โลงศพครั้งแรกคือเมื่อ 5,000 ปี ก่อนคริสตกาล ที่หลุมศพที่ 4 ย่าน เป่ยโซยหลิง (Beishouling) มณฑลซานซี ประเทศจีน หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดคือที่หลุมศพในยุคแรกๆ ที่สุสานป่านโพ่ มณทลซานซีเป็นโลงศพไม้ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า และบางแห่งจะพบโลงศพไม้ที่มีความหนาแตกต่างกัน บางแห่งจะพบมีโลงศพที่ประกอบขึ้นจากไม้ที่มีทั้งชั้นนอกและชั้นใน ซึ่งบ่งบอกถึงฐานะของศพในสมัยนั้น
การฝังโลงศพสมัยเริ่มแรก มีทั้งแบบวางไว้บนดิน ฝังไว้ในดิน ในหลุมฝังศพ หรือเผาศพ และการเก็บไว้ในโบสถ์คริสต์ ซึ่งขึ้นอยู่กับบุคคลและวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ

วัฒนธรรมการใช้โลงศพแต่ละประเทศจะแตกต่างกันออกไป เช่นในศาสนายิว โลงศพต้องเป็นแบบธรรมดา ทำจากไม้ ห้ามมีชิ้นส่วนของโลหะ หรือเครื่องประดับใดๆบนโลง และใช้ไม้ตอกชิ้นส่วนของโลงศพ แทนการใช้ตะปู ในประเทศจีน และญี่ปุ่น โลงศพทำจากไม้หอม ชาวอะบอริจิน ออสเตรเลีย บางกลุ่มใช้เปลือกไม้ตกแต่งโลงศพ ในประเทศก็มีการใช้โลงแก้วเพื่อเก็บศพถาวร เช่น เหมาเจ๋อตุง วเลเดเมีย เลนิน เป็นต้น
ลักษณะของโลงศพแต่เดิมเป็นรูปหกเหลี่ยม หรือสี่เหลี่ยมคางหมู ในทวีปยุโรป และในสหราชอาณาจักรออกแบบเป็นหกเหลี่ยม แต่ด้านข้างฝาโลงจะมีลักษณะโค้ง

*หีบศพในประเทศไทย
ที่มา : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
หีบศพ หรือ โลง หรือ โลงศพ คือ ที่สำหรับบรรจุศพ หรือร่างผู้เสียชีวิต โดยให้ศพนอนราบอยู่ภายใน และมีฝาครอบมิดชิด ก่อนที่จะนำไปบำเพ็ญพิธีกรรมทางศาสนาต่อไป
โดยทั่วไปแล้ว โลงศพมักจะทำด้วยไม้ เป็นรูปคล้ายกล่องสี่เหลี่ยม มีส่วนยาวมากกว่าส่วนกว้าง ลักษณะของโลงศพแตกต่างกันไปตามความนิยม หรือธรรมเนียมการทำศพในแต่ละศาสนา
โลงศพของชาวพุทธในประเทศไทย เดิมนิยมใช้ไม้กระดาน กว้างพอดีสำหรับแต่ละด้าน แต่ในปัจจุบันนิยมใช้ไม้อัดมาเลือยตัดเป็นแผ่นประกอบโลง ภายนอกอาจใช้โลงที่มีลวดลายครอบอีกชั้นหนึ่งเพื่อความสวยงาม แต่เมื่อจะนำไปเผาหรือฝัง ก็จะถอดโลงชั้นนอกออก
หีบศพบรรดาศักดิ์(ประเทศไทย) พระมหากษัตริย์จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานหีบศพพระราชทาน สำหรับบุคคลดังต่อไปนี้
– หีบทองทึบ สำหรับ หม่อมเจ้าที่ไม่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ หรือ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์แต่ไม่ถึงชั้นสายสะพาย (พระราชทานฉัตรเบญจาประกอบเกียรติยศเพิ่ม) , เจ้าจอมมารดาหรือเจ้าจอม , พระราชาคณะ(ชั้นเทพ ,ราช และ สามัญ)

– หีบทองลายสลัก สำหรับ ขุนนาง(ชั้น พระ – พระยาโต๊ะทอง) , ผู้ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก และ ทุติยดิเรกคุณาภรณ์ , ผู้ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตติยจุลจอมเกล้าวิเศษ(พระราชทานฉัตรเบญจาประกอบเกียรติยศเพิ่ม) , บิดามารดาของผู้ดำรงตำแหน่ง (นายกรัฐมนตรี , ประธานองคมนตรี , องคมนตรี , ประธานรัฐสภา , ประธานวุฒิสภา , ประธานสภาผู้แทนราษฎร , ประธานศาลฎีกา และ รัฐมนตรี ต้องถึงแก่กรรมขณะบุตร-บุตรีดำรงตำแหน่ง) (พระราชทานฉัตรเบญจาเป็นเกียรติยศเพิ่ม)

– หีบกุดั่น สำหรับ ขุนนาง(ชั้น พระ ที่มีเชื้อสายจีน) , ผู้ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตติยจุลจอมเกล้า

– หีบลายก้านแย่ง สำหรับ ขุนนาง(ชั้น หลวง) , ผู้ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ จัตุราภรณ์มงกุฎไทย จัตุราภรณ์ช้างเผือก จตุตถดิเรกคุณาภรณ์ ตติยดิเรกคุณาภรณ์ ตริตาภรณ์มงกุฎไทย และ ตริตาภรณ์ช้างเผือก

– หีบเชิงชาย สำหรับ ขุนนาง(ชั้น ขุน) , ผู้ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เบญจมดิเรกคุณาภรณ์ เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย และ เบญจมาภรณ์ช้างเผือก , พระครูสัญญาบัตร และพระเปรียญธรรม 9 ประโยค